2004/Dec/04

ขออ้างอิงไปยัง blog ของมาร์คที่เขียนเรื่อง ขนบธรรมเนียมประเพณี กับ สถาบันพระมหากษัตริย์ เอาไว้ อันนี้เป็นโพสต์ตอบของผมนะ ขอยกมาไว้ตรงนี้ด้วยเลย เพราะผมเห็นว่าไม่เสียหาย หัวข้อแบบนี้คุยกันได้

>> ราชาศัพท์
มันมาจากสมัยก่อน การแบ่งชนชั้น ปัจจุบันเราก็ยังแบ่งอยู่ ตรงที่สามัญชน กับ เชื้อพระวงศ์ การมีอยู่ของราชาศัพท์ ก็เพื่อแสดงความเป็นเชื้อพระวงศ์ โดยส่วนตัวผมอยากให้คงไว้ "ไม่งั้นเราจะไม่รู้สึกว่าเลย มีเชื้อพระวงศ์ มีราชวงศ์อยู่จริงๆ" มันคือ การทำให้เป็นรูปธรรมนั่นแหล่ะ

>> ข่าวในพระราชสำนัก
การที่ต้องฉายเวลา 2 ทุ่มทุกช่องพร้อมๆกัน เพราะว่า
- เป็นเวลาที่คนส่วนใหญ่อยู่บ้าน และเปิดดูโทรทัศน์กัน
- ต้องฉายพร้อมกัน ไม่งั้นคนจะเปลี่ยนไปดูช่องอื่นได้
- นักข่าว ช่างกล้องที่ตามไปจริงๆมีแค่ไม่กี่คน องครักษ์และผู้ประสานงานอื่นๆยังเยอะกว่า
- สำหรับพระองค์ท่านแล้ว การมีนักข่าวติดตามถ่ายทอดเรื่องราว เป็นหนึ่งใน 'ภาระหน้าที่' ของเชื้อพระวงศ์ ไม่มีคำว่ารำคาญหรอก (ถ้าพูดตรงๆก็คือ เป็นสิ่งที่พระองค์ได้รับการปลูกฝังมาแล้ว)
- เพื่อให้ 'ชาวไทย' ได้รู้สึก "ใกล้ชิด" กับราชวงศ์ตลอดเวลา ทุกความเคลื่อนไหว

มันเป็น "หนึ่งในสิ่ง" ที่ทำให้ "ชาวไทยมีความเคารพรักพระมหากษัตริย์และราชวงศ์มากที่สุดในโลก"

>> ขบวนเสด็จ
ขอชี้แจงก่อนนิดนึง ไม่เกี่ยวกับที่มาร์คท้วงมา เพราะเกี่ยวกับการเสด็จของพระองค์ท่านจริงๆ

ขอพูดในฐานะที่เคยทำงานในนามชมรมวิทยุสมัครเล่น ถวายความปลอดภัยขณะเสด็จพระราชดำเนินภายใน ม.เกษตรฯ

การห้ามเดินข้ามสะพานลอย คนส่วนใหญ่คงเข้าใจว่า เพราะห้ามอยู่เหนือศีรษะใช่ไหม? ผมก็ยอมรับว่าใช่ "แต่ไม่ทั้งหมด"

สำหรับพวกผมที่ถวายความปลอดภัยแล้ว นั่นเป็นประเด็นรอง เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือ หากปล่อยให้คนเดินไปเดินมา เวลาที่ขบวนเสด็จใกล้จะมาถึง ทำให้เราไม่สามารถตรวจสอบพื้นที่นั้นได้มากพอ ทำให้จำเป็นต้องกันพื้นที่ล่วงหน้าเป็นเวลานาน ประกอบกับที่ว่า กว่าที่ขบวนเสด็จจะเริ่มออกขบวนได้ จำเป็นต้องให้ "ตลอดเส้นทาง" พร้อมเสียก่อน
(เช่น จะเสด็จมา ม.เกษตรฯ จากวังสวนจิตรฯ ขึ้นทางด่วนยมราช ลงทางด่วนงามวงศ์วาน จนถึง ม.เกษตรฯ จำเป็นต้องเรียบร้อยทุกจุดตลอดเส้นทาง ถึงจะเริ่มขบวนได้ เวลาที่ขบวนเสด็จจริงๆแค่ราวๆ 10 นาที แต่ปิดถนนกันเกือบช.ม. -- ขอบอกว่า "ซิ่ง" มาก)

แต่สำหรับเรื่อง การเคลื่อนย้ายพระรูปดังที่มาร์คว่ามา อันนี้ถือว่า 'ไม่มีความจำเป็น' "แต่" มันเป็นไปเพื่อความเหมาะสม ประมาณว่า "เพื่อคงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์"


ซึ่งผมขอย้ำอีกทีว่า ขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ล้วนมีส่วนให้เรารู้สึกว่า เราได้ใกล้ชิดกับพระองค์ตลอดเวลา เราเคารพบูชาพระองค์ท่าน โดยที่พระองค์ท่านเหล่านั้น เป็นผู้ดำริโครงการที่ช่วยพัฒนาประเทศต่างๆนานา และยังส่งผลให้ ชาวไทยเป็นชนชาติที่รักและเคารพพระมหากษัตริย์มากที่สุดในโลก
(อ่านแล้วเหมือนศาสนาไหม? ฝากให้คิดดู --ขออนุญาตเปรียบเทียบนะครับ)


มีความเห็นอย่างไร ก็คุยกันในนี้ หรือไปคุยใน blog ของมาร์คก็ได้นะครับ

เห็นด้วยทุกประการค่ะ โดยเฉพาะเรื่องข่าวในพระราชสำนักที่ว่าสมควรจะต้องมีเพื่อให้ประชาชนรู้สึกใกล้ชิดกับพระราชวงศ์ อย่างที่ญี่ปุ่นจะไม่มีเวลาของข่าวในพระราชสำนักเหมือนกับบ้านเรา ยกเว้นแต่ว่าจะมีเหตุการพิเศษซึ่งก็จะถ่ายทอดเป็นข่าวๆไป

เราไม่รู้ว่าเพราะจุดนี้หรือเปล่าทำให้คนญี่ปุ่นไม่ค่อยมีความผูกพันธ์กับเชื้อพระวงศ์(ไม่รู้ว่าประเทศที่มีเชื้อพระวงศ์ประเทศอื่นมีข่าวหรือเปล่า)

มีเพื่อนคนญี่ปุ่นของเราหลายคนที่สงสัยว่าทำไมคนไทยถึงรักพระมหากษัตริย์ขนาดนี้ เราตอบไปว่าเพราะท่านเสียสละทำอะไรให้กับประเทศชาติมากมายน่ะสิ ซึ่งเราก็คงตอบแบบนี้และรู้สึกแบบนี้ไม่ได้ถ้าหากว่าไม่มีข่าวในพระราชสำนักให้เราได้รู้พระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านทุกวันๆ

คุณมาร์คและคนรุ่นใหม่อีกหลายคนอาจไม่อยากดูข่าวพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านทุกวัน เพราะว่าอาจจะไม่เคยได้รับพระราชทานความช่วยเหลือจากพระองค์ท่านโดยตรง แต่คนต่างจังหวัด และคนอื่นๆอีกหลายคนที่ยังอยากจะดูข่าวในพระราชสำนักทุกวันยังมีอีกเยอะนะคะ ถ้ายกตัวอย่างคนใกล้ตัวที่สุดก็คุณแม่ของเราเองค่ะ ท่านเป็นคนที่ชอบดูข่าวในพระราชสำนักมากถึงขนาดที่ว่าต้องเปลี่ยนไปดูข่าวในพระราชสำนักช่องอื่นเวลาที่ช่องที่ฉายข่าวในพระราชสำนักที่ดูอยู่โฆษณา ทั้งๆที่ข่าวก็เหมือนกันทั้งหมด แต่คุณแม่อยากดูทุกมุมของพระราชอิริยาบทของพระองค์ท่าน

เรายังจำถึงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬได้เลยที่เพียงแค่พระราชดำรัสของในหลวงเพียงแค่ไม่กี่นาทีกลับหยุดยั้งเหตุการณ์ตึงเครียดได้ในทันทีโดยไม่มีการเสียเลือดเนื้ออีกต่อไป และอีกเหตุการณ์ร้ายๆที่คลี่คลายไม่ได้หากไม่มีพระองค์ท่าน แน่นอนว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกรักและเทิดทูลพระองค์ท่านก็เป็นเพราะพระราชจริยาวัตรที่ดีงามของท่านด้วย และปัจจัยทั้งหลายที่เหล่านี้ที่ทำให้เรารู้สึกใกล้ชิดกับพระองค์ท่านนั่นเองค่ะ
(ขอยกบางส่วนไปโพสในblogคุณมาร์กด้วยนะคะ)
#1  by  ringo (133.9.4.12) At 2004-12-04 05:49, 
อ่า ไม่ได้เป็นสมาชิกบลอกเกอร์ โพสต์blogคุณมาร์คไม่ได้ -_-"
#2  by  ringo At 2004-12-04 05:59, 
blog ผมตอบแบบ anonymous ได้ครับ (มันติ๊กได้) หรือจะมาตอบแถวๆ นี้ก็ได้ ตามอ่านอยู่แล้ว

ตอบในนั้นไปทีแล้ว ขอตอบแบบขยายความนิดหน่อยละกัน

เรื่องข่าวในพระราชสำนักเนี่ย อาจเป็นเพราะบ้านผมกินข้าวตอนสองทุ่มตรง แน่นอนโพรเซสการกินข้าวไม่เกิน 20 นาทีอยู่แล้ว ความยาวของข่าวในพระราชสำนักประมาณ 10 นาที ดังนั้นแทนที่ผมจะไปบรีฟข่าวประจำวันไปพร้อมกับการกินข้าว ก็ต้องมาทนดูข่าวในพระราชสำนัก (ซึ่งไม่อยากดู) ทำไมไม่มีทางเลือกบ้าง?

ผมคิดว่าถ้าคนไทยหมุ่มากอยากดูข่าวในพระราชสำนักจริง อย่างที่ ringo ว่ามา ฉายตอนไหน ไม่ต้องพร้อมกัน ก็มีคนดูครับ

เรื่องขบวนเสด็จและความปลอดภัย ตอบไปแล้วว่า ผมละไว้เพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนน่าจะคิดถึงอยู่แล้ว และก็ยินดีเสมอถ้าตัวจริงเสด็จ แต่พระรูปด้วยเหตุผล "เพื่อคงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์" ผมว่ามันไม่พอ

ยังยืนยันเจตนาเดิมว่าไม่ได้ลบหลู่ดูหมิ่นแต่ประการใด เพียงแต่ผมคิดว่าบ้านนี้เมืองนี้มีเปลือกมากไป หรือว่าผมมาอยู่ผิดที่เองก็ไม่รู้
#3  by  markpeak At 2004-12-04 12:43, 
เรื่อง เวลาฉาย 2 ทุ่มพร้อมกันทุกช่อง ผมยังยืนยันเช่นเดิม ว่าเพื่อไม่ให้เปลี่ยนช่องไปดูช่องอื่นได้

ขอยกตัวอย่างที่เป็นปัจจุบัน คือ กรณีของภาคใต้

โรงเรียนศาสนาหลายๆแห่งในภาคใต้ ไม่สอน "ภาษาไทย" ภายในโรงเรียนนะครับ นั่นทำให้ตอนนี้ ผู้ที่ไม่ได้เรียนภาษาไทยมา เมื่อต้องไปเจอด่านตรวจของทหาร ก็จะถูกทหารสอบสวน และตรวจสอบมากกว่าคนอื่น ด้วยเหตุผลที่ว่า "เป็นคนไทย แต่ทำไมพูดภาษาไทยไม่ค่อยได้"

เพราะเขามี "ทางเลือกที่จะไม่เรียนภาษาไทย" ทำให้ถึงแม้จะเป็นคนไทยแท้ 100% แต่ก็ไม่อาจพูดภาษาไทยได้ แล้วถ้าเรามีทางเลือกที่จะไม่ดูข่าวในพระราชสำนัก จะมีคนจำนวนมากขนาดไหน ที่จะหันไปดูข่าวอื่นๆแทน

ผมคิดว่าน่าจะช่วยให้เห็นภาพได้มากขึ้นนะ

ในกรณีของขบวนพระรูป อันนี้ก็คงต้องขอเหตุผลมากกว่านี้ ว่าทำไมถึงสมควรจะยกเลิก เพราะเหตุผลเรื่อง "ความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์" มันยังสูงค่าพอที่จะให้กิจกรรมเช่นนั้นมีอยู่ต่อไป

------------------------------

เรื่องการลบหลู่ดูหมิ่น อันนี้ไม่ต้องห่วง ตามเนื้อหาที่อ่านแล้ว ผมยังไม่ถือว่าลบหลู่ เพราะทุกอย่างพูดกันด้วยเหตุผลเพียงพอ ไม่งั้นผมก็คงไม่มาเขียนในที่สาธารณะแบบนี้เหมือนกัน

เรามาคุยกัน เพื่อหาความหมายในสิ่งที่เรากำลังทำแต่ "เปลือก" อย่างที่มาร์คว่านั่นแหล่ะ มาดูกันว่า ภายใต้เปลือกเหล่านี้ มีอะไรซ่อนอยู่กันแน่
#4  by  paepae (61.90.96.5) At 2004-12-04 13:23, 
ทำไมที่บ้านมาร์ค มีเวลาให้กับครอบครัวกันน้อยจัง?
#5  by  yousuck (69.141.253.170) At 2004-12-04 14:30, 
เรื่องข่าวพระราชสำนักฉายพร้อมกันจริงๆแล้วเราไม่แน่ใจว่าเค้าเป็นกฏให้ต้องจงใจถ่ายพร้อมกันจริงๆหรือเปล่า หรือเพราะมันเป็นเวลาของข่าวช่วงนี้ช่วงนี้มากกว่า

เราจำช่วงเวลาข่าวภาคค่ำเมืองไทยได้เลาๆว่าถ้าตอนทุ่มนึงไปจะเป็นข่าวในประเทศ ต่างประเทศ ข่าวพระราชสำนักแล้วจบที่ข่าวกีฬา(ถ้าผิดลำดับขอโทษนะคะ) เหมือนกับเวลาเราดูข่าวในประเทศช่องนี้อยู่ อีกช่องก็เป็นข่าวในประเทศเหมือนกันแต่อาจต่างเรื่องเพราะข่าวในประเทศมีหลายเรื่อง ในขณะที่ข่าวในพระราชสำนักมีเรื่องเดียว เลยทำให้ดูเหมือนฉายซ้ำๆกันหลายๆช่อง และเวลาจบก็พร้อมๆกันด้วย(เพราะมีเรื่องเดียว)

เราก็ยังยืนยันว่าข่าวในพระราชสำนักต้องมีและถ้าเป็นกฏให้ฉายพร้อมกันเราก็ยังเห็นด้วยเช่นเดิม(ตามเหตุผลของคุณpaepae)

วิธีแก้คือ เราว่าถ้าคุณมาร์คไม่อยากดู(จริงจิ้งงง)ลองแก้ด้วยวิธีเปลี่ยนเวลากินข้าวของครอบครัวดีกว่าไหมคะ เป็นช่วงข่าวที่อยากดูแทน^_^ หรือเปลี่ยนไปเป็นอัดข่าวช่วงที่อยากดูไว้ดูตอนกินข้าวกับครอบครัวก็ได้ค่ะ

เราว่าเปลือกต่างๆของประเทศเราบางอย่างอาจเป็นกุศโลบายที่ซ่อนแก่นอะไรเอาไว้ก็ได้นะคะ เพราะบางทีคนเรากว่าจะเห็นเนื้อแท้ได้ต้องใช้เวลาน่ะค่ะ ถ้าไม่มีการล่อหลอกกันบ้างก็หาคนที่จะอดทนรอจนเข้าใจจริงๆได้น้อย
#6  by  ringo (222.5.71.237) At 2004-12-04 18:04, 
อืม ตอบทีละคนนะฮะ

คุณ ringo มีความจำเป็นของธุรกิจทางบ้านที่ต้องเป็นอย่างนี้ครับ
ส่วนเรื่อง 'กุศโลบาย' ผมคิดว่าถ้ามันมีเจตนาที่ดีจริง และเรายังรู้เจตนาที่แท้จริงของมันอยู่ เช่น ห้ามแต่งตัวโป๊ๆ เข้าวัด เพราะกลัวพระจะอดใจไม่ไหว อย่างนี้ก็รับได้

แต่ที่อึดอัดคือกุศโลบายที่เราลืมเจตนาจริงๆ ของมันไปแล้ว แล้วยังยึดติดกับเปลือกนอกนั้นอยู่ต่างหาก อย่างเช่น ห้ามผู้หญิงเข้าวัดที่ระเบียบรัตน์ไปชนคราวก่อน ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระเกินไป

เรื่องข่าวในพระราชสำนักเป็นกฎหรือไม่อันนี้ไม่ทราบ เรื่องนี้คงจบลงด้วยการบ่นเฉยๆ เพราะลำพังตัวผมคนเดียวคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้

ส่วนเรื่องขบวนพระรูปคงแล้วแต่คน คนทั่วไปอาจให้ความสำคัญกับความศักดิ์สิทธิ์มากกว่า แต่โดยส่วนตัวแล้วผมให้ความสำคัญกับ productivity ของประเทศชาติมากกว่า การหยุดการไหลของจราจร เนื่องจากขบวนที่ไม่ค่อยจำเป็น ถ้าคิดภาพรวมแล้วมันเป็น waste ไม่น้อยเลย

มีอีกหลายเรื่องที่อึดอัดแต่คิดว่าไม่พูดออกมาน่าจะดีกว่า
#7  by  markpeak At 2004-12-05 10:41, 

<< Home