เพราะช่วงนี้มัวแต่ผจญปัญหาชีวิตของตัวเอง มุ่งแก้ปัญหาต่างๆของตัวเอง ลุยงานของตัวเอง ปลุกไฟของตัวเอง ทำให้ทำผิดพลาดครั้งใหญ่กับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง หนึ่งในเพื่อนที่สนิทกันมากที่สุด ทั้งๆที่เคยเจอหน้ากันเพียงสองครั้ง
เมื่อสองชั่วโมงที่แล้ว ผมเพิ่งวางสายหลังคุยกับเพื่อน น้ำตาผมไหลริน .....แม่เพื่อนผมเสียแล้ว..... ทั้งๆที่ผมรู้ดีว่ามันกำลังจะเกิดขึ้น แต่กลับไม่ได้สนใจ
วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2548 เพื่อนผมส่งข้อความมาทางมือถือ ระบุเวลา 23:48 น. เนื้อหาบ่งบอกว่าเธอกำลังประสบปัญหา ...ใช่ เพื่อนผมเป็นผู้หญิง... แต่ผมกลับไม่ได้สนใจ เพราะกำลังว้าวุ่นครุ่นคิดเรื่องชีวิตของตนเอง ทั้งๆที่รู้ว่าเธอกำลังต้องการคุยกับผม ต้องมีอะไรสำคัญแน่ๆ
...วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ประมาณ 4 ทุ่ม.... เพื่อนผมโทรเข้ามา แต่เป็นจังหวะพอดีกับที่ผมกำลังติดสายคุยธุระที่สำคัญมากกับชีวิตการงาน ทำให้สายของเธอเป็นสายเรียกซ้อนอยู่เบื้องหลัง เมื่อวางสายผมถึงรู้ว่านั่นเป็นสายของเธอ แต่ผมกำลังเครียดและครุ่นคิดวางแผนกับสิ่งที่เพิ่งพูดคุยไป ทำให้ไม่ได้โทรกลับ
เวลา 22:17 น. นั่นคือเวลาที่โทรศัพท์ผมบันทึกไว้ว่าเธอได้โทรเข้ามาอีกครั้ง ผมไม่รู้ว่าเธอโทรเข้ามา ผมปิดเสียงโทรศัพท์ไปแล้ว เพราะผมคาดว่าเธอจะโทรมาอีก ทั้งๆที่ในหัวเริ่มสับสนไม่เข้าใจตัวเอง ว่าทำไมถึงไม่คิดจะรับโทรศัพท์จากเธอ และทำไมถึงไม่อยากโทรกลับ....
เวลา 22:21 น. นั่นคือเวลาของระบบเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ระบุเป็นเวลาที่ข้อความถูกส่งมาหาผม ขึ้นต้นข้อความว่า "R u busy or u don't wanna talk to me....." และจากเนื้อความส่วนอื่นๆ ผมรู้แล้วว่าเธอกำลังงุนงงและเริ่มโกรธ ที่ผมไม่ติดต่อกลับไปเลย แต่ผมก็ยังตัดสินใจไม่ติดต่อกลับ เพราะคิดว่าไม่พร้อมที่จะคุย
วันนี้ 4 กุมภาพันธ์ ....ดึกแล้ว แต่ผมเพิ่งตื่น หลังอ่อนเพลียจากการผลักดันให้งานเดินไปได้ดังตั้งใจ ....ผมออกไปกินข้าวเสร็จ ....ประมาณสี่ทุ่มครึ่ง ....ผมกลับมาที่ห้อง และกดมือถือโทรไปหาเธอ ....เธอรับสาย ....แรกเธอทำเป็นไม่รู้ว่าใครโทรมา ใช่ เธอตอบโต้กับการที่ผมไม่ติดต่อกลับไป ....แล้วเธอก็เงียบ และบอกว่า "แม่เธอเสียแล้ว ตอนนี้กำลังจัดงานศพ"
ผมรู้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว วันที่ผมไปขอนแก่น ผมไปงานรับปริญญาของ ม.ขอนแก่น ผมไปกับรูมเมทเก่าของผม เพราะมีเพื่อนของรูมเมทผมรับปริญญาในงานนี้ และเพื่อนสนิทผมคนนี้ก็รับปริญญาในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งผมเคยรับปากว่า ถ้าไม่ติดธุระอะไรก็จะไปร่วมงานรับปริญญาถึงขอนแก่น ....แต่ก่อนที่จะไปไม่กี่วัน ตอนที่ผมโทรไปเพื่อบอกว่าผมไปหาถึงขอนแก่นแน่นอน ผมก็ได้รู้ว่า เธอไม่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร เพราะแม่เธอกำลังป่วยหนัก ....แม่ของเธอเป็นมะเร็ง.... เธอจะอยู่ขอนแก่นถึงวันเสาร์ที่ 18 ซึ่งเป็นวันซ้อม ผมเดินทางในคืนวันศุกร์ และก็ได้เจอกันที่คณะของเธอ เพราะเพื่อนของรูมเมทผมก็อยู่คณะเดียวกันพอดี
หลังจากวันนั้น เราได้โทรคุยกันอีกบ้าง เธอได้เริ่มงานใหม่ใกล้บ้านของเธอ เพื่อจะได้ดูแลแม่ไปด้วย และต้องพาแม่ไปลำปางเพื่อตรวจรักษา
แล้วเราก็ไม่ได้คุยกันอีก เพราะหลังจากที่ผมได้พักผ่อนมาตลอดตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม และปิดท้ายด้วยการฉลองปีใหม่ ผมก็เริ่มลุยงานอย่างจริงจัง และครุ่นคิดวางแผนมากขึ้น เพื่อหาเส้นทางของตนเอง จนไม่ได้ติดต่อไปหาเธออีกเลย
....สิ่งที่ผมชอบทำอย่างหนึ่งคือ วิเคราะห์อารมณ์และความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของอีกฝ่าย เป็นครั้งแรกในชีวิตที่สิ่งนี้ทำให้ผมปวดร้าว ....ผมรู้ว่าเธอกำลังร้องไห้ ....ผมรู้ว่าเธอกำลังเจ็บปวด ....ทั้งๆที่เธอกำลังพูดคุยและหัวเราะเหมือนอย่างเคย แสดงตนว่าสบายใจแล้ว ทำใจได้แล้ว คุยเล่นได้ แต่นั่นไม่อาจซ่อนความเป็นจริงไปได้ ....ถึงแม้ว่าเธอจะยินดี ที่ผมติดต่อกลับไป และรับฟังเรื่องราวของเธอ แต่นั่นมันไม่เพียงพอหรอก เธออยากให้ผมพูดอะไรบางอย่าง ถึงแม้เธอจะไม่ได้บอก แต่ผมเห็นมันได้อย่างชัดเจน ....ชัดเจนจนน้ำตาผมเอ่อล้น ....ผมพูดไม่ออก ช็อก ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร
เธอลาออกจากงานใหม่ของเธอแล้ว งานที่เพิ่งเริ่มทำไม่กี่วัน เพราะต้องเฝ้าแม่ตลอดช่วงที่ผ่านมา จากโรงพยาบาลใกล้บ้าน ย้ายไปที่ลำปาง กลับมาอยู่บ้าน 3 วัน และต้องเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง จนกระทั่งจากไปอย่างสงบ ....หลังจากงานศพของคุณแม่ ครอบครัวของเธอก็เหลือเพียงน้องชายกับน้องสาว ....น้องชายของเธอเป็นทหาร ....น้องสาวก็คงไปตามทางของตัวเอง ....ต่อไปเธอก็ต้องเดินไปตามเส้นทางของตนเองเช่นกัน เธอจะไปหางานใหม่ เธอบอกว่าจะเดินทางกลับไปขอนแก่นอีกครั้ง แม้เธอเองก็ยังบอกไม่ได้ว่าจะไปทำอะไรที่ไหนกันแน่ แต่ผมรู้ว่าที่นั่นเธอมีที่พึ่งเป็นเพื่อนๆพี่ๆน้องๆคริสตจักร เธอคงกลับไปเพื่อเตรียมตั้งต้นเดินอีกครั้ง
มือถือผมบันทึกไว้ว่า คุยกันครั้งนี้ยาวนาน 15.53 นาที ผมไม่ช่วยอะไรเธอได้มากนัก นอกจากซักถามเพื่อให้เธอได้เล่าเรื่องราวและระบายออกมา และเธอก็ยังซักถามสาเหตุที่ผมไม่ติดต่อกลับไปเสียอีก ผมเสียใจที่ทำได้เพียงรับฟัง ......และเอ่ยขอโทษกับเหตุที่ผ่านมา โดยไม่มีคำแก้ตัวใดๆ
ขอบันทึกสิ่งที่ผิดพลาด เพราะการมัวแต่ครุ่นคิดเรื่องของตัวเอง จนหลงลืมไม่ใส่ใจเรื่องอื่นๆเสียสิ้น ผมเสียใจ เสียใจจริงๆ
.
....
.......
..........
ผมขอโทษ
.
....
.......
..........
ผมไม่อยากเสียน้ำตา เพราะความผิดพลาดเช่นนี้อีก อาจจะมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้
.
....
.......
..........
ผมจะต้องไม่ทำให้ความผิดพลาดเช่นนี้เกิดขึ้นอีก ไม่ว่ากับใครก็ตาม ใครบางคนอาจกำลังต้องการเราจริงๆ
.
....
.......
..........
ขออุทิศบทความนี้ ให้กับคุณแม่ของเพื่อนผม และให้เป็นข้อเตือนใจสืบไป
edit @ 2005/07/11 02:38:55
เมื่อสองชั่วโมงที่แล้ว ผมเพิ่งวางสายหลังคุยกับเพื่อน น้ำตาผมไหลริน .....แม่เพื่อนผมเสียแล้ว..... ทั้งๆที่ผมรู้ดีว่ามันกำลังจะเกิดขึ้น แต่กลับไม่ได้สนใจ
วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2548 เพื่อนผมส่งข้อความมาทางมือถือ ระบุเวลา 23:48 น. เนื้อหาบ่งบอกว่าเธอกำลังประสบปัญหา ...ใช่ เพื่อนผมเป็นผู้หญิง... แต่ผมกลับไม่ได้สนใจ เพราะกำลังว้าวุ่นครุ่นคิดเรื่องชีวิตของตนเอง ทั้งๆที่รู้ว่าเธอกำลังต้องการคุยกับผม ต้องมีอะไรสำคัญแน่ๆ
...วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ประมาณ 4 ทุ่ม.... เพื่อนผมโทรเข้ามา แต่เป็นจังหวะพอดีกับที่ผมกำลังติดสายคุยธุระที่สำคัญมากกับชีวิตการงาน ทำให้สายของเธอเป็นสายเรียกซ้อนอยู่เบื้องหลัง เมื่อวางสายผมถึงรู้ว่านั่นเป็นสายของเธอ แต่ผมกำลังเครียดและครุ่นคิดวางแผนกับสิ่งที่เพิ่งพูดคุยไป ทำให้ไม่ได้โทรกลับ
เวลา 22:17 น. นั่นคือเวลาที่โทรศัพท์ผมบันทึกไว้ว่าเธอได้โทรเข้ามาอีกครั้ง ผมไม่รู้ว่าเธอโทรเข้ามา ผมปิดเสียงโทรศัพท์ไปแล้ว เพราะผมคาดว่าเธอจะโทรมาอีก ทั้งๆที่ในหัวเริ่มสับสนไม่เข้าใจตัวเอง ว่าทำไมถึงไม่คิดจะรับโทรศัพท์จากเธอ และทำไมถึงไม่อยากโทรกลับ....
เวลา 22:21 น. นั่นคือเวลาของระบบเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ระบุเป็นเวลาที่ข้อความถูกส่งมาหาผม ขึ้นต้นข้อความว่า "R u busy or u don't wanna talk to me....." และจากเนื้อความส่วนอื่นๆ ผมรู้แล้วว่าเธอกำลังงุนงงและเริ่มโกรธ ที่ผมไม่ติดต่อกลับไปเลย แต่ผมก็ยังตัดสินใจไม่ติดต่อกลับ เพราะคิดว่าไม่พร้อมที่จะคุย
วันนี้ 4 กุมภาพันธ์ ....ดึกแล้ว แต่ผมเพิ่งตื่น หลังอ่อนเพลียจากการผลักดันให้งานเดินไปได้ดังตั้งใจ ....ผมออกไปกินข้าวเสร็จ ....ประมาณสี่ทุ่มครึ่ง ....ผมกลับมาที่ห้อง และกดมือถือโทรไปหาเธอ ....เธอรับสาย ....แรกเธอทำเป็นไม่รู้ว่าใครโทรมา ใช่ เธอตอบโต้กับการที่ผมไม่ติดต่อกลับไป ....แล้วเธอก็เงียบ และบอกว่า "แม่เธอเสียแล้ว ตอนนี้กำลังจัดงานศพ"
ผมรู้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว วันที่ผมไปขอนแก่น ผมไปงานรับปริญญาของ ม.ขอนแก่น ผมไปกับรูมเมทเก่าของผม เพราะมีเพื่อนของรูมเมทผมรับปริญญาในงานนี้ และเพื่อนสนิทผมคนนี้ก็รับปริญญาในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งผมเคยรับปากว่า ถ้าไม่ติดธุระอะไรก็จะไปร่วมงานรับปริญญาถึงขอนแก่น ....แต่ก่อนที่จะไปไม่กี่วัน ตอนที่ผมโทรไปเพื่อบอกว่าผมไปหาถึงขอนแก่นแน่นอน ผมก็ได้รู้ว่า เธอไม่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร เพราะแม่เธอกำลังป่วยหนัก ....แม่ของเธอเป็นมะเร็ง.... เธอจะอยู่ขอนแก่นถึงวันเสาร์ที่ 18 ซึ่งเป็นวันซ้อม ผมเดินทางในคืนวันศุกร์ และก็ได้เจอกันที่คณะของเธอ เพราะเพื่อนของรูมเมทผมก็อยู่คณะเดียวกันพอดี
หลังจากวันนั้น เราได้โทรคุยกันอีกบ้าง เธอได้เริ่มงานใหม่ใกล้บ้านของเธอ เพื่อจะได้ดูแลแม่ไปด้วย และต้องพาแม่ไปลำปางเพื่อตรวจรักษา
แล้วเราก็ไม่ได้คุยกันอีก เพราะหลังจากที่ผมได้พักผ่อนมาตลอดตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม และปิดท้ายด้วยการฉลองปีใหม่ ผมก็เริ่มลุยงานอย่างจริงจัง และครุ่นคิดวางแผนมากขึ้น เพื่อหาเส้นทางของตนเอง จนไม่ได้ติดต่อไปหาเธออีกเลย
....สิ่งที่ผมชอบทำอย่างหนึ่งคือ วิเคราะห์อารมณ์และความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของอีกฝ่าย เป็นครั้งแรกในชีวิตที่สิ่งนี้ทำให้ผมปวดร้าว ....ผมรู้ว่าเธอกำลังร้องไห้ ....ผมรู้ว่าเธอกำลังเจ็บปวด ....ทั้งๆที่เธอกำลังพูดคุยและหัวเราะเหมือนอย่างเคย แสดงตนว่าสบายใจแล้ว ทำใจได้แล้ว คุยเล่นได้ แต่นั่นไม่อาจซ่อนความเป็นจริงไปได้ ....ถึงแม้ว่าเธอจะยินดี ที่ผมติดต่อกลับไป และรับฟังเรื่องราวของเธอ แต่นั่นมันไม่เพียงพอหรอก เธออยากให้ผมพูดอะไรบางอย่าง ถึงแม้เธอจะไม่ได้บอก แต่ผมเห็นมันได้อย่างชัดเจน ....ชัดเจนจนน้ำตาผมเอ่อล้น ....ผมพูดไม่ออก ช็อก ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร
เธอลาออกจากงานใหม่ของเธอแล้ว งานที่เพิ่งเริ่มทำไม่กี่วัน เพราะต้องเฝ้าแม่ตลอดช่วงที่ผ่านมา จากโรงพยาบาลใกล้บ้าน ย้ายไปที่ลำปาง กลับมาอยู่บ้าน 3 วัน และต้องเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง จนกระทั่งจากไปอย่างสงบ ....หลังจากงานศพของคุณแม่ ครอบครัวของเธอก็เหลือเพียงน้องชายกับน้องสาว ....น้องชายของเธอเป็นทหาร ....น้องสาวก็คงไปตามทางของตัวเอง ....ต่อไปเธอก็ต้องเดินไปตามเส้นทางของตนเองเช่นกัน เธอจะไปหางานใหม่ เธอบอกว่าจะเดินทางกลับไปขอนแก่นอีกครั้ง แม้เธอเองก็ยังบอกไม่ได้ว่าจะไปทำอะไรที่ไหนกันแน่ แต่ผมรู้ว่าที่นั่นเธอมีที่พึ่งเป็นเพื่อนๆพี่ๆน้องๆคริสตจักร เธอคงกลับไปเพื่อเตรียมตั้งต้นเดินอีกครั้ง
มือถือผมบันทึกไว้ว่า คุยกันครั้งนี้ยาวนาน 15.53 นาที ผมไม่ช่วยอะไรเธอได้มากนัก นอกจากซักถามเพื่อให้เธอได้เล่าเรื่องราวและระบายออกมา และเธอก็ยังซักถามสาเหตุที่ผมไม่ติดต่อกลับไปเสียอีก ผมเสียใจที่ทำได้เพียงรับฟัง ......และเอ่ยขอโทษกับเหตุที่ผ่านมา โดยไม่มีคำแก้ตัวใดๆ
ขอบันทึกสิ่งที่ผิดพลาด เพราะการมัวแต่ครุ่นคิดเรื่องของตัวเอง จนหลงลืมไม่ใส่ใจเรื่องอื่นๆเสียสิ้น ผมเสียใจ เสียใจจริงๆ
.
....
.......
..........
ผมขอโทษ
.
....
.......
..........
ผมไม่อยากเสียน้ำตา เพราะความผิดพลาดเช่นนี้อีก อาจจะมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้
.
....
.......
..........
ผมจะต้องไม่ทำให้ความผิดพลาดเช่นนี้เกิดขึ้นอีก ไม่ว่ากับใครก็ตาม ใครบางคนอาจกำลังต้องการเราจริงๆ
.
....
.......
..........
ขออุทิศบทความนี้ ให้กับคุณแม่ของเพื่อนผม และให้เป็นข้อเตือนใจสืบไป
แก้ไขเมื่อ 5/2/2548 3:12:16
edit @ 2005/07/11 02:38:55

