2005/May/12

ขอลงอีกรูปนึงก่อน ^^'

เพื่อไม่ให้เพื่อน ๆ ที่เข้ามาอ่านเบื่อกับการบ่นของผมไปเสียก่อน เลยเอาเรื่องราวที่พบเจอในระหว่างการทำงานมาเล่าให้ฟังบ้างดีกว่า


เมื่อวันอังคารตอนกำลังนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ ก็มีเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรแวะเวียนมาแบบไม่นัดหมายล่วงหน้า ซึ่งเป็นการสุ่มตรวจของกรมสรรพากรนั่นเอง และด้วยความที่ออฟฟิศเป็นห้องเล็ก ๆ ห้องเดียว เราก็เลยได้นั่งฟังด้วย .....แอบฟังจนงานแทบไม่เดินเลย ^^"

เรื่องที่น่าสนใจ คือ ด้วยความที่เป็นบริษัทค้นคว้า, วิจัย, และพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยเฉพาะในส่วนของการค้นคว้าและวิจัย จะมีงานบางชิ้นซึ่งลงมือทำไปแล้วถูกยุบเลิกไป เพราะข้อจำกัดบางอย่าง เช่น ด้านเทคโนโลยี, ด้านความรู้, ด้านกำลังคน, หรือความคุ้มค่าในเชิงธุรกิจ

ประเด็นก็คือ เมื่อเป็นชิ้นงานของบริษัท ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายของงานชิ้นนั้น ๆ และลงรายการใน บัญชี เป็น ค่าใช้จ่าย

ซึ่งในแง่มุมของคนที่ทำงานด้านนี้ ก็ต้องบอกว่ามันควรจะเป็นเช่นนั้น .....แต่กรมสรรพากรบอกว่า ไม่ได้ เพราะในมุมมองของกรมสรรพากรก็จะกลัวว่า จงใจทำให้เกิดค่าใช้จ่าย ซึ่งจะส่งผลให้บริษัท มีกำไรน้อยลง หรือ ขาดทุน และทำให้จ่ายภาษีน้อยลง ....สรุปง่าย ๆ คือ กลัวการจงใจหลบหลีกภาษีด้วยการเพิ่ม "ค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้" นั่นเอง


แต่การค้นคว้าวิจัยนี่แหล่ะที่อาจจะสร้างรายได้มหาศาลในอนาคต เพราะหากงานค้นคว้าวิจัยชิ้นใดประสบความสำเร็จ มันจะเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ หรือเป็นสิ่งที่หาคนทำได้ยาก ดูได้จากการที่ประเทศไทยต้องนำเข้า "องค์ความรู้" และ "เทคโนโลยี" (มันคำเดียวกันมั้ยเนี่ย?) กันอย่างมากมายในแต่ละปี เพราะคนไทยคิดและทำเองไม่ได้นั่นเอง

เลยสงสัยว่า จะตั้งบริษัทขึ้นมาในรูปแบบเพื่อการค้นคว้าและวิจัยได้อย่างไร ในเมื่อการหวังผลให้งานสามารถสร้างรายได้นั้นทำได้ยาก โดยเฉพาะในช่วงแรกที่บริษัทเพิ่งก่อตั้ง

เท่าที่รู้มันก็มีแนวทางอยู่บ้าง จากการหาทุนสนับสนุนต่าง ๆ รวมถึงขอรับการสนับสนุนจาก คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI นั่นเอง ......แต่สิ่งเหล่านี้ก็มีเงื่อนไขและระยะเวลาที่จำกัด


อืมม... ยังมีเรื่องต้องศึกษาและคิดอีกเยอะ
การก่อตั้งบริษัทเพื่อการค้นคว้าวิจัยนี่เป็นความฝันหนึ่งของผมเลย และก็คงเป็นความฝันของบรรดา geek ทั้งหลายเช่นกัน .....ที่ส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ด้านบริหารธุรกิจมากพอ (เช่นคนที่เขียนอยู่นี่ไง) หรือบางคนก็ไม่สนใจเลย ^^"


อ่านต่อ

edit @ 2005/05/13 11:13:40
เหอๆ สรรพากรอีกแย้ว

แต่เลขทั่นพี่งามดีคับ 12345 เชียวแหนะ
#1  by  P.S. At 2005-05-12 18:14, 
เรื่องนี้มีเขียนในหนังสือหลายเล่มมาก(ที่บ้าน) แต่ไม่รู้ไปไหนแล้ว ในเว็ปสรรพากรมีระบุเงื่อนไขการเป็นบริษัทวิจัยไว้ ซึ่งต้องขออนุญาตเป็นพิเศษ และเคยเก็บไปถามพี่หนึ่งตอนวันเสาร์ ซึ่งได้คำตอบว่า ฝันไปเหอะ ไม่อนุมัติหรอก
ในหนังสือของหมอภาษี ถึงกับระบุว่า นี่เป็นกฏหมายจำกัดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทีเดียว
ทางแก้ เฮอะๆๆ ไม่รู้เหมือนกัน
ไว้อาลัย แก่สรรพากร และกฏหมายไทย สาธุ
#2  by  house At 2005-05-12 19:49, 
อืม อึ้งไปเลยพอได้ฟังเรื่องที่เล่าจากปากคุณเป้

ยังงี้ประเทศไทยจะเจริญกับเค้าไหมเนี่ย ?
#3  by  リリース At 2005-05-12 21:54, 
เอ่อ สงสัยครับ geek นี่คืออะไรเหรอครับ
#4  by  inat : www.66un.net At 2005-05-12 21:59, 
#5  by  house At 2005-05-12 22:04, 
เก็บเงินกันเข้าไป ทีเรื่องเก็บตังค์ทำไมรัฐบาลฉลาดจริง
ตั้งบริษัทขาดทุนก็ยังอาจโดนเสียภาษีได้นะเนี่ย
#6  by  โหมด At 2005-05-12 23:41, 
@inat
geek เป็นคำที่ใช้เรียก คนที่หมกหมุ่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากๆ และมีปัญหาในการสื่อสารกับคนอื่น (otaku ของญี่ปุ่นก็เป็น geek แบบนึง)

ในที่นี่(และส่วนใหญ่ในปัจจุบัน) ใช้เรียก คนที่บ้าเทคโนโลยีมากๆ ครับ
พวกเล่นคอมพิวเตอร์หนักๆ ที่ฝีมือระดับ hacker นั่นแหล่ะใช่เลย

ลองอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
http://en.wikipedia.org/wiki/Geek
#7  by  PaePae At 2005-05-13 01:49, 
@house
ถ้าพี่หนึ่งตอบมาแบบนั้นก็....
#8  by  PaePae At 2005-05-13 01:55, 
paepae : ขอบคุณมากครับ
#9  by  inat : www.66un.net At 2005-05-13 09:02, 
สรรพากรมีหน้าที่จัดเก็บเงินภาษีให้ได้มากที่สุดนั่นแหละ มันเป็นหน้าที่ของเค้า และเราผู้มีรายได้ถึงเกณณ์ก็มีหน้าที่ต้องจ่ายนั่นแหละ แต่ประเด็นที่น่าคิดคือ เงินภาษีเหล่านั้นไม่ถูกนำไปใช่อย่างไรต่างหาก
#10  by  moon At 2005-05-14 14:11, 
จัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาบริษัทนึง เป้นบริษัทรับทำวิจัยไว้เลย
โดยที่บริษัทแม่จะจ้างบริษัทลูกทำวิจัย และบริษัทลูกค่อยไปหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เลหือคือกำไร

แบบนี้ไม่ได้เรหอครับ
#11  by  ABZee At 2005-05-15 15:20, 
ถ้าR&D ไม่ได้ แล้วทำไมงานออกแบบถึงทำได้หละ ในเมื่อผลงานที่ล้มเหลวมันก็กินเงินเหมือนกัน
มันน่าจะมีช่องทาง..
#12  by  ABZee At 2005-05-15 15:21, 

<< Home