งาน Blognone Tech Day 2.0 หรือ BTD2 ครับ
ครั้งที่แล้วจัดที่ภาควิชาวิศวะคอมพ์ ม.เกษตรฯ
ครั้งนี้มาจัดหรูขึ้นที่โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค
ขออภัยที่ไม่ได้แจ้งข่าวงานครั้งนี้ให้ทราบล่วงหน้า แบบว่ามัวแต่ปวดหัวกับเรื่องอื่นอยู่ เลยลืมไปเลย T_T
(แล้วก็ขอโทษทีนะ ปุย ฝากคนไปบอกแล้ว แต่เจ้าตัวดันลืม แง่ง.....)
หัวข้อแรกเริ่มบรรยาย 9 โมงครึ่ง แต่ผมตื่นมาก็ 9 โมงแล้ว เลยต้องรีบเผ่นออกไปโดยด่วน ไปถึงก็เกือบ ๆ 10 โมง คุณ James Clark กำลังบรรยายช่วงสุดท้ายอยู่พอดี
RELAX NG
อันนี้ระดับ VIP จริง ๆ เพราะคุณ James Clark ผู้สร้างภาษา RELAX NG มาบรรยายเอง ผมมาถึงก็ใกล้จะจบแล้ว ฟังประโยคแรกก็อึ้ง เพราะไม่คิดว่าคุณ James จะบรรยายเป็นภาษาไทยน่ะสิครับ (ถึงแม้จะฟังยากไปหน่อยก็ตาม) o_O
ภาษา RELAX NG เป็นภาษา schema ของ XML แต่ได้รับการออกแบบมาให้ผู้ใช้งานที่ไม่มีความรู้ทางเทคนิคมากนักก็สามารถเขียนเองได้ ซึ่งจากที่เห็น RELAX NG ที่เขียนแบบ compact หรือแบบย่อนั้นก็ดูจะง่ายกว่ามาก ๆ
ทั้งนี้คุณ James Clark ได้บอกไว้ว่า ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับความนิยมเท่ากับ XML Schema ของทาง W3C แต่สำหรับวงการโอเพนซอร์สแล้ว ถือว่าได้รับการตอบรับดีมากทีเดียว
.....เสียดายที่ไม่ได้ฟังตั้งแต่แรกง่ะ T_T
Emerging Technology: โอกาสใหม่ ๆ ของไทย
หัวข้อนี้โดย ดร. ทวีศักดิ์ กออนันตกูล อดีตผู้อำนวยการเนคเทค (NECTEC) กล่าวถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก นำเสนอให้เห็นวิธีคิดง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน แต่กลับได้ผลในทางปฏิบัติ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยเราเองก็ทำได้เช่นกัน มันอยู่ที่วิธีคิดมากกว่าเทคโนโลยีในมือครับ
ดูใกล้ ๆ ตัวก็องค์กรอย่าง NECTEC, BIOTEC และ MTEC ที่ก่อตั้งกันมาหลายปีแล้ว ตอนนั้นก็ถือว่าเป็น emerging technology ส่วนล่าสุดก็มี NANOTEC ที่มาทำงานด้านนาโนเทคโนโลยี
สำหรับ emerging technology เองไม่ได้จำกัดเฉพาะสาขาใดสาขาหนึ่ง แต่รวมถึงการประยุกต์ความรู้จากหลายสาขาเข้าด้วยกัน จากตัวอย่างที่ผู้บรรยายยกมาก็คือ เทคโนโลยีด้านชีววิทยา (ร่างกายมนุษย์) รวมกับด้านไอทีและเครื่องจักรกล
อันนี้รู้สึกว่าผู้บรรยายไม่ได้พูดถึง แต่ผมคิดไปแล้ว เพราะถ้ารวมเทคโนโลยีทั้งสามเข้าด้วยกันแล้ว คุณจะนึกถึงอะไร ?
.....ไซบอร์ก.....
เท่าที่ผมทราบ ทุกวันนี้มีมนุษย์ไซบอร์กอยู่จริง ๆ น่าจะราว ๆ สิบคนครับ เป็นการทดลองเพื่อพัฒนาให้อุปกรณ์ต่าง ๆ สามารถมาทดแทนบางส่วนของร่างกาย หรือช่วยเสริมให้ใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ซึ่งปัจจุบันก็ใช้งานได้จริงในระดับหนึ่งแล้ว
ตัวอย่างที่ผู้บรรยายยกมาก็คือ ขากลที่ช่วยให้คนเราสามารถเดินแบกของได้หนักเป็นร้อยกิโลได้อย่างสบาย ซึ่งต่อไปจะพัฒนาให้ใช้วิ่งแบกขึ้นเขาขึ้นเนินได้ด้วย
ส่วนตัวอย่างใกล้บ้านเรา เป็นของสิงคโปร์ครับ เทคโนโลยีการตรวจจับคลื่นสมอง เพื่อบังคับลูกศรบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้เคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งที่ต้องการ (อันนี้อธิบายไม่ถูกแฮะ เอาไว้ดูในไฟล์วิดีโอที่จะมีออกมาภายหลังแล้วกันนะ)
สรุปก็ตามที่เกริ่นไว้ตอนต้นนั่นแหละครับ แนวคิดของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ หลาย ๆ ตัวไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมายเลย อยู่ในระดับที่นักวิจัยและพัฒนาของไทยสามารถคิดและทดลองจนกลายเป็นเทคโนโลยีเกิดใหม่ได้ เป็นหัวข้อที่ช่วยเปิดโลกทรรศน์ได้มากเลยครับ
รอติดตามดูจากวิดีโอที่มีอัดไว้ในงานแล้วกันนะ ^_^
OpenCARE: ความเกื้อกูลในรูปแบบของคนไอที
โดยคุณ ตฤณ ตัณฑเศรษฐี ประธานผู้บริหาร อินเทอร์เน็ตประเทศไทย (INET) เป็นเรื่องของระบบแลกเปลี่ยนข้อมูล ซึ่งเป็นผลพวงจากเหตุการณ์สึนามิเมื่อปลายปี 2547 ที่เรื่องของข้อมูลต่าง ๆ ขาดการประสานร่วมกันอย่างมาก ทำให้ข้อมูลซ้ำซ้อนและใช้อ้างอิงได้ลำบาก หรือไม่สามารถใช้ประโยชน์อะไรได้ตามที่ควร
OpenCARE ได้รับการออกแบบมาเป็นแพลตฟอร์ม (ขอใช้คำนี้แล้วกันนะ) สำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลในภาวะฉุกเฉิน ตัวข้อมูลจะอยู่ในรูปแบบของ OASIS Emergency Data Exchange Language (EDXL)
ตัวแพลตฟอร์มทำงานแบบบัส (bus) แล้วให้โหนด (node) ต่าง ๆ เชื่อมต่อเข้ากับบัส การรับ-ส่งข้อมูลกับบัสจะทำงานผ่านปลั๊กอิน (plug-in) หรือตัวแปลงข้อมูล (adapter) เพื่อให้ข้อมูลในบัสนั้นอยู่ในรูปแบบของ EDXL โดยไม่สนใจว่าเบื้องหลังโหนดต่าง ๆ นั้นจะจัดเก็บข้อมูลอยู่ในรูปแบบใด ซึ่งรูปแบบนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อ "ระบบการทำงาน" ของโปรแกรมเดิมที่เคยใช้กันอยู่ครับ
จากการที่แพลตฟอร์ม OpenCARE มีเป้าหมายที่การรับมือกับภัยพิบัติ ตัวระบบจึงต้องมีความยืดหยุ่นและ "คงทน" ต่อการล่มของบัสและโหนดต่าง ๆ มาก นั่นหมายความว่า ถึงแม้ว่าจะมีส่วนใดส่วนหนึ่งของระบบล่มไป ก็จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อส่วนอื่น ๆ เด็ดขาด เพื่อให้การแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลในยามวิกฤตินั้นไม่ขาดตอน
ทั้งนี้ นอกจากจะใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลในภาวะฉุกเฉินแล้ว ในยามปกติก็สามารถใช้ประโยชน์ได้เช่นกัน เพราะตัว OpenCARE เองเป็นเพียงแพลตฟอร์มตัวกลางเท่านั้น ส่วนด้านข้อมูลก็ขึ้นอยู่ว่าเราจะเอาข้อมูลอะไรมาใส่ ซึ่งอาจจะเป็นข้อมูลการจราจร หรือข้อมูลท้องฟ้าอากาศก็ทำได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับการประยุกต์ใช้งานแล้วล่ะ
คุณตฤณย้ำว่า อยากให้โครงการนี้เกิดในไทย ซึ่งเราเองก็มีประสบการณ์จากสึนามิมาแล้ว อีกทั้งเราเองก็ยังมีภัยพิบัติใหญ่ ๆ อย่าง น้ำท่วม ที่ช่วงหลายปีมานี้แทบจะมีพื้นที่ประสบภัยหนัก ๆ กันได้ทุกปีไป
เว็บของ OpenCARE ครับ
โดยส่วนตัว ผมสนใจโครงการนี้มาระยะหนึ่งแล้ว เพราะผมไม่ได้มองว่าเป็นระบบในภาวะภัยพิบัติ แต่เป็นแพลตฟอร์มสำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างหาก ซึ่งเป็นระบบที่มาเสริมกับสิ่งที่ผมเคยคิดจะพัฒนาอยู่พอดี (แต่ไม่มีเวลาลุยทำ เพราะนอกเหนือความรับผิดชอบโดยตรง) นั่นคือ ระบบบริการลูกค้าสำหรับบริษัทที่ให้บริการเกมออนไลน์
.....มองออกมั้ยว่าทำไมผมจึงสนใจระบบนี้ ?
แต่ก็ยังไม่รู้ว่าใช่ที่ผมต้องการจริง ๆ หรือเปล่านะ อันนี้ต้องศึกษารายละเอียดก่อน จริง ๆ อาจจะเกินจำเป็นซะด้วยซ้ำไป
หลังจบการบรรยายก็กะว่าจะเข้าไปคุยกับคุณตฤณแหละครับ มีเรื่องสงสัยอยากสอบถามนิดหน่อย แต่จนแล้วจนรอด ผมก็จำไม่ได้ว่าคนไหนอ่ะ แถมไปนั่งคุย ๆ เรื่องอื่น ก็เลยลืมถามหาไปเลย
เอาไว้เข้าไปศึกษาข้อมูลในเว็บของโครงการก่อน แล้วค่อยว่ากันอีกที ^_^"
WiMAX
ผศ.ดร. อนันต์ ผลเพิ่ม จากภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ม.เกษตรศาสตร์ อาจารย์ที่วางระบบ Wi-Fi จนสามารถใช้งานได้ทั่ว ม.เกษตรฯ นั่นแหละครับ และยังเป็นหนึ่งในอาจารย์ที่สอนวิชาด้านเน็ตเวิร์กจนพื้นฐานผมแน่น และเอามาใช้หากินได้ในทุกวันนี้ ^_^
ครั้งนี้เป็นการพูดถึงเทคโนโลยีรุ่นถัดไปจาก Wi-Fi ที่มีใช้กันทั่วไปในขณะนี้ นั่นคือ WiMAX หรือตามมาตรฐานก็คือ IEEE 802.16
หลัก ๆ ก็คือ เทคโนโลยีที่มีขีดความสามารถสูงกว่า Wi-Fi ไม่ว่าจะเป็นระยะทาง, ความเร็ว, และการกำหนดระดับคุณภาพของบริการ (Quality of Service, QoS)
การพัฒนาของ WiMAX ก้าวหน้าขึ้นมาเรื่อย ๆ ตามลำดับ
สำหรับประเทศไทยนั้น บอกได้คำเดียวว่า "ยังไม่มี" เนื่องจากช่วงคลื่นความถี่ที่ WiMAX ใช้นั้นไม่ใช่ช่วงคลื่นความถี่สาธารณะ จึงต้องขออนุญาตกับ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) และ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เสียก่อน ซึ่งตอนนี้..... ช่างมันเหอะ :-P
กล่าวง่าย ๆ ก็คือ ใครนำ WiMAX มาใช้ในประเทศไทยตอนนี้ก็ผิดกฎหมายครับ ก็รอกันต่อไป
Oracle OpenWorld
เป็นช่วงที่แทรกเข้ามา โดยคุณ ดอน (Don Sambandaraksa) นักข่าวหนังสือพิมพ์ Bangkok Post เขียนประจำในส่วน Database ทุกวันพุธ ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับมาจากงาน Oracle OpenWorld สด ๆ ร้อน ๆ ครับ
เป็นการบอกเล่าข่าวใหญ่สำหรับวงการลินุกซ์ นั่นคือ ทาง Oracle ที่เป็นบริษัทซอฟต์แวร์อันดับสองของโลก ได้ตัดสินใจเปิดให้บริการสนับสนุนด้านลินุกซ์ โดยคิดค่าบริการ 99 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 1 โหนด (คุณดอนว่ามาแบบนี้)
การให้บริการก็คือ การนำแพทช์จากฝั่ง Redhat มาจัดการและให้บริการเอง อีกทั้งยังรวมไปถึงการคุ้มครองการฟ้องร้องต่อระบบปฏิบัติการลินุกซ์ที่ลูกค้าใช้งานอีกด้วย ซึ่งถือเป็นเจ้าแรกที่กล้าให้การคุ้มครองในส่วนนี้
ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกันแค่ไหน แต่ว่าหุ้น Redhat นั้นตกลงไป 10% ครับ (ค่าบริการที่ Oracle ประกาศนั้นถูกกว่าของ Redhat)
เรื่องนี้ผมอาจจะเข้าใจไม่ถูกต้องนัก ก็ขออภัยด้วย พอดีไม่ใช่ขาลินุกซ์โดยตรงครับ แหะ ๆ
OLPC
เนื่องจากเรื่อง Subversion (SVN) ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องที่อยากฟัง แต่ท่านวิทยากรป่วย ไม่สามารถมาบรรยายได้
หัวข้อที่มาแทนก็คือ OLPC หรือ One Laptop per Child โครงการแล็ปท็อป 100 เหรียญที่ริเริ่มโดยทาง MIT ผู้บรรยายคือ คุณ กำธร ไกรรักษ์ จาก NECTEC ซึ่งก็เพิ่งกลับมาจาก MIT Media Lab ที่ทำโครงการนี้นั่นเอง
คุณกำธรบอกว่า นี่เป็นการพูดรายละเอียดเกี่ยวกับตัวแล็ปท็อปต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก ซึ่งก็ได้นำภาพถ่ายมาให้ดู โดยเฉพาะในส่วนของเม็ดสีบนหน้าจอ ที่คุณกำธรไปทำเกี่ยวกับการแสดงตัวอักขระภาษาไทยบนหน้าจอมา
จากที่สรุปมาคือ ตัวหน้าจอนั้นความละเอียดไม่สูงนัก การแสดงผลในแบบขาวดำทำได้ดี แต่เมื่อเปิด anti-alias หรือการลดรอยหยัก ตัวอักษรกลับอ่านยากขึ้น (ทั้ง ๆ ที่เป็นโหมดที่ควรจะแสดงผลได้สวยกว่า) ก็เป็นเพราะการเรียงตัวและความละเอียดของเม็ดสีนั่นเอง ส่วนในการแสดงผลตัวอักขระเป็นสีต่าง ๆ ก็พบกับปัญหาตัวอักษรไม่ชัด ทำให้อ่านได้ยาก อันเป็นผลจากการที่มีเม็ดสีขนาดใหญ่ และวิธีการเรียงตัวของเม็ดสี
อีกตัวที่น่าสนใจก็คือ การปั่นไฟ ครับ จากข่าวที่ผ่าน ๆ มาก็จะทราบกันแล้วว่า แล็ปท็อปจะมีแขนหมุนให้ปั่นไฟได้ ซึ่งตอนนี้ถูกทำเป็นส่วนแยกออกมาจากตัวเครื่องแล้ว (จากเดิมจะติดอยู่กับเครื่องเลย) และที่น่าสนใจกว่าก็คือ มีตัวปั่นไฟแบบใหม่ เป็นแบบ "ดึงสาย" คล้าย ๆ กับการปั่นลูกข่างครับ ซึ่งดูแล้วจะสะดวกและเมื่อยน้อยกว่าแบบเดิมแน่นอน
สำหรับการปั่นไฟนี้ หากใช้เวลาปั่นไฟ 1 นาที ก็จะสามารถใช้งานได้ 10 นาทีครับ (เป็นเป้าหมายนะ ผมไม่แน่ใจว่าทำได้จริงหรือยัง) ด้านตัวแบตเตอรีนั้นสามารถเก็บไฟให้สามารถใช้งานได้สูงสุด 24 ชั่วโมง
Debian Technology
อ่า..... เอ่อ..... ผมไม่ใช่ผู้ใช้ลินุกซ์โดยตรง (แค่ทำงานบนเซิร์ฟเวอร์ลินุกซ์) ก็เลยไม่ได้สนใจมาก ประกอบกับหลาย ๆ อย่างก็ไม่รู้จักครับ เรื่องนี้จึงขอข้ามไป ลองหาอ่านในบล็อกของคนอื่น ๆ ดูนะครับ ^_^"
Intellectual Property
คำไทยว่า ทรัพย์สินทางปัญญา โดยคุณ อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ (มาร์ค, mk, markpeak) หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Blognone และแกนหลักในการจัดงาน BTD นั่นเองครับ
ก็เป็นการอธิบายถึง ทรัพย์สินทางปัญหา 3 แบบหลัก คือ
ขออนุญาตไม่ลงรายละเอียด แต่ใครอยากรู้จริง ๆ ก็บอก จะได้เขียนบล็อกอธิบายโดยละเอียดให้อีกที
ส่วนที่น่าสนใจก็คือ มาร์คได้เอ่ยยาวไปถึงเรื่อง สัญญาอนุญาตแบบ Common Creative (CC) ด้วย รวมถึงความสัมพันธ์ของ ลิขสิทธิ์-สิทธิบัตร ที่บางครั้งก็แยกกันยาก (สำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์) และกรณีศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ของ ลิขสิทธิ์-เครื่องหมายการค้า ที่เพิ่งเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ ระหว่างคู่กรณี Firefox และ Debian
เอ.... ดูท่าผมจะต้องเขียนแยกต่างหากแล้วล่ะ เรื่องนี้เขียนได้ยาวเลย (หรือถ้ามีใครเขียนออกมาก่อน ก็จะทำลิงก์ไปให้)
ZWSP: Space, Wordbreak and Search Engine
โดยคุณ วสันต์ ลิ่วลมไพศาล (ลิ่ว, Lew, LewCPE) ที่เป็นแกนนำค้นคว้าเรื่องนี้ในช่วงหลายเดือน(หรือปี?)ที่ผ่านมา และผมก็เคยเขียนถึงไปบ้างแล้ว
อ้อ ลิ่วเป็นเจ้าของแนวคิดและผู้ร่วมก่อตั้ง Blognone และเป็นแกนหลักในการจัดงาน BTD เช่นกันครับ
ลิ่วยังคงเดินหน้าหาทาง implement ให้นำมาใช้งานจริงให้ได้ โดยแสดงตัวอย่างและแนวทางการพัฒนาไลบรารีหรือปลั๊กอินที่สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะกับโปรแกรมต่าง ๆ หรือสำหรับเว็บโดยเฉพาะ ซึ่งดู ๆ แล้วก็พอมีทางเป็นไปได้
รายละเอียดในส่วนนี้ รอให้ลิ่วอธิบายเองดีกว่า เพราะนอกจากแนวคิดและแนวทางแล้ว เรื่องของการ implement ผมก็ยังไม่เข้าใจเท่าไหร่นักน่ะครับ :-/
ServerSide with Erlang
โดยคุณ พลวัฒน์ เภตรา มาเผยแผ่ศาสนา เอ้ย นำเสนอภาษาโปรแกรม Erlang ซึ่งเป็นภาษาแบบ functional ที่มีจุดเด่นด้าน concurrency และ distributed
โดยหลักแล้ว เจ้า Erlang นี้จะใช้สำหรับการเขียนโปรแกรมที่ทำงานแบบ concurrent คือ ทำงานหลายส่วนพร้อมกัน แต่แยกจากกันอิสระ เมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งล่ม ก็จะไม่ส่งผลกระทบให้ส่วนอื่นตายไปด้วย
หลักการนี้เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับระบบเซิร์ฟเวอร์ทั้งหลาย ซึ่งต้องให้บริการกับผู้ใช้งานจำนวนมากพร้อม ๆ กัน และต้องการความเสถียรสูง
นอกจากนี้ ความสำคัญของภาษา Erlang ในปัจจุบันก็กำลังเพิ่มมากขึ้น เพราะว่าแต่เดิมซีพียูของเครื่องคอมพิวเตอร์จะเป็นแบบ 1 core คือ ทำงานได้ทีละคำสั่ง แต่ตอนนี้ซีพียูใหม่ ๆ นั้นจะกลายเป็นหลาย core นั่นหมายความว่า จะสามารถทำงานหลาย ๆ อย่างพร้อมกันได้ ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ภาษา Erlang รองรับกับการทำงานแบบนั้นพอดี
ลงรายละเอียดให้ได้แค่นี้ล่ะครับ ความรู้ยังไม่ถึง แต่ก็เป็นภาษาที่อยู่ในรายการที่กำลังสนใจ เพราะอาจจะต้องหยิบมาใช้ทำงานอยู่เหมือนกัน
สรุปงาน
ก่อนจบงาน BTD2 ลิ่วกับมาร์คก็ออกมากล่าวอะไรนิดหน่อย เกี่ยวกับอนาคตของ Blognone และงาน BTD ในครั้งต่อ ๆ ไป
หลังจบงานก็เป็นการรวมตัวไปกินหมูกระทะกัน มีชื่องานเท่ ๆ ว่า
"Firefox 2.0 Party & Ubuntu Edgy Eft Release Party"
ไปกันตั้งแต่ห้าโมงเย็น กว่าจะกลับก็สองสามทุ่ม ไม่อิ่มก็ให้มันรู้ไป นอกจากนี้ก็เป็นการทำความรู้จักกับหลาย ๆ คนที่เห็นแต่ชื่อทางอินเทอร์เน็ต คราวนี้ได้มาเจอหน้ากันซะบ้าง
อ้อ ชอบเสื้อ Real ของ อ.มะนาว จัง มันเป็น Real จริง ๆ ด้วย ^^b
(แล้วการประกวดเสื้อยืดหายไปไหน!!)
และติดตามอ่านรายงานผ่านบล็อกของท่านอื่น ๆ ได้ที่นี่เลยครับ
ขอขอบคุณผู้จัดงาน วิทยากรทุกท่าน และผู้ร่วมงานทุกคน ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็นกับหลาย ๆ ท่านเยอะดี สนุกสนานมากมาย ^_^
และที่ขาดไม่ได้คือ SIPA ผู้สนับสนุน(เงินทุน)ในการจัดงานครั้งนี้ครับผม
ป.ล. งาน BTD นี่ไป ๆ มา ๆ มันกลายเป็นงานรวมศิษย์เก่า CPE KU ไปซะแล้ว นอกจากนั้นก็รวมชาววิกิพีเดียภาษาไทยมาได้หลายคนเลยแฮะ
ครั้งที่แล้วจัดที่ภาควิชาวิศวะคอมพ์ ม.เกษตรฯ
ครั้งนี้มาจัดหรูขึ้นที่โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค
ขออภัยที่ไม่ได้แจ้งข่าวงานครั้งนี้ให้ทราบล่วงหน้า แบบว่ามัวแต่ปวดหัวกับเรื่องอื่นอยู่ เลยลืมไปเลย T_T
(แล้วก็ขอโทษทีนะ ปุย ฝากคนไปบอกแล้ว แต่เจ้าตัวดันลืม แง่ง.....)
หัวข้อแรกเริ่มบรรยาย 9 โมงครึ่ง แต่ผมตื่นมาก็ 9 โมงแล้ว เลยต้องรีบเผ่นออกไปโดยด่วน ไปถึงก็เกือบ ๆ 10 โมง คุณ James Clark กำลังบรรยายช่วงสุดท้ายอยู่พอดี
RELAX NG
อันนี้ระดับ VIP จริง ๆ เพราะคุณ James Clark ผู้สร้างภาษา RELAX NG มาบรรยายเอง ผมมาถึงก็ใกล้จะจบแล้ว ฟังประโยคแรกก็อึ้ง เพราะไม่คิดว่าคุณ James จะบรรยายเป็นภาษาไทยน่ะสิครับ (ถึงแม้จะฟังยากไปหน่อยก็ตาม) o_O
ภาษา RELAX NG เป็นภาษา schema ของ XML แต่ได้รับการออกแบบมาให้ผู้ใช้งานที่ไม่มีความรู้ทางเทคนิคมากนักก็สามารถเขียนเองได้ ซึ่งจากที่เห็น RELAX NG ที่เขียนแบบ compact หรือแบบย่อนั้นก็ดูจะง่ายกว่ามาก ๆ
ทั้งนี้คุณ James Clark ได้บอกไว้ว่า ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับความนิยมเท่ากับ XML Schema ของทาง W3C แต่สำหรับวงการโอเพนซอร์สแล้ว ถือว่าได้รับการตอบรับดีมากทีเดียว
.....เสียดายที่ไม่ได้ฟังตั้งแต่แรกง่ะ T_T
Emerging Technology: โอกาสใหม่ ๆ ของไทย
หัวข้อนี้โดย ดร. ทวีศักดิ์ กออนันตกูล อดีตผู้อำนวยการเนคเทค (NECTEC) กล่าวถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก นำเสนอให้เห็นวิธีคิดง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน แต่กลับได้ผลในทางปฏิบัติ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยเราเองก็ทำได้เช่นกัน มันอยู่ที่วิธีคิดมากกว่าเทคโนโลยีในมือครับ
ดูใกล้ ๆ ตัวก็องค์กรอย่าง NECTEC, BIOTEC และ MTEC ที่ก่อตั้งกันมาหลายปีแล้ว ตอนนั้นก็ถือว่าเป็น emerging technology ส่วนล่าสุดก็มี NANOTEC ที่มาทำงานด้านนาโนเทคโนโลยี
สำหรับ emerging technology เองไม่ได้จำกัดเฉพาะสาขาใดสาขาหนึ่ง แต่รวมถึงการประยุกต์ความรู้จากหลายสาขาเข้าด้วยกัน จากตัวอย่างที่ผู้บรรยายยกมาก็คือ เทคโนโลยีด้านชีววิทยา (ร่างกายมนุษย์) รวมกับด้านไอทีและเครื่องจักรกล
อันนี้รู้สึกว่าผู้บรรยายไม่ได้พูดถึง แต่ผมคิดไปแล้ว เพราะถ้ารวมเทคโนโลยีทั้งสามเข้าด้วยกันแล้ว คุณจะนึกถึงอะไร ?
.....ไซบอร์ก.....
เท่าที่ผมทราบ ทุกวันนี้มีมนุษย์ไซบอร์กอยู่จริง ๆ น่าจะราว ๆ สิบคนครับ เป็นการทดลองเพื่อพัฒนาให้อุปกรณ์ต่าง ๆ สามารถมาทดแทนบางส่วนของร่างกาย หรือช่วยเสริมให้ใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ซึ่งปัจจุบันก็ใช้งานได้จริงในระดับหนึ่งแล้ว
ตัวอย่างที่ผู้บรรยายยกมาก็คือ ขากลที่ช่วยให้คนเราสามารถเดินแบกของได้หนักเป็นร้อยกิโลได้อย่างสบาย ซึ่งต่อไปจะพัฒนาให้ใช้วิ่งแบกขึ้นเขาขึ้นเนินได้ด้วย
ส่วนตัวอย่างใกล้บ้านเรา เป็นของสิงคโปร์ครับ เทคโนโลยีการตรวจจับคลื่นสมอง เพื่อบังคับลูกศรบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้เคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งที่ต้องการ (อันนี้อธิบายไม่ถูกแฮะ เอาไว้ดูในไฟล์วิดีโอที่จะมีออกมาภายหลังแล้วกันนะ)
สรุปก็ตามที่เกริ่นไว้ตอนต้นนั่นแหละครับ แนวคิดของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ หลาย ๆ ตัวไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมายเลย อยู่ในระดับที่นักวิจัยและพัฒนาของไทยสามารถคิดและทดลองจนกลายเป็นเทคโนโลยีเกิดใหม่ได้ เป็นหัวข้อที่ช่วยเปิดโลกทรรศน์ได้มากเลยครับ
รอติดตามดูจากวิดีโอที่มีอัดไว้ในงานแล้วกันนะ ^_^
OpenCARE: ความเกื้อกูลในรูปแบบของคนไอที
โดยคุณ ตฤณ ตัณฑเศรษฐี ประธานผู้บริหาร อินเทอร์เน็ตประเทศไทย (INET) เป็นเรื่องของระบบแลกเปลี่ยนข้อมูล ซึ่งเป็นผลพวงจากเหตุการณ์สึนามิเมื่อปลายปี 2547 ที่เรื่องของข้อมูลต่าง ๆ ขาดการประสานร่วมกันอย่างมาก ทำให้ข้อมูลซ้ำซ้อนและใช้อ้างอิงได้ลำบาก หรือไม่สามารถใช้ประโยชน์อะไรได้ตามที่ควร
OpenCARE ได้รับการออกแบบมาเป็นแพลตฟอร์ม (ขอใช้คำนี้แล้วกันนะ) สำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลในภาวะฉุกเฉิน ตัวข้อมูลจะอยู่ในรูปแบบของ OASIS Emergency Data Exchange Language (EDXL)
ตัวแพลตฟอร์มทำงานแบบบัส (bus) แล้วให้โหนด (node) ต่าง ๆ เชื่อมต่อเข้ากับบัส การรับ-ส่งข้อมูลกับบัสจะทำงานผ่านปลั๊กอิน (plug-in) หรือตัวแปลงข้อมูล (adapter) เพื่อให้ข้อมูลในบัสนั้นอยู่ในรูปแบบของ EDXL โดยไม่สนใจว่าเบื้องหลังโหนดต่าง ๆ นั้นจะจัดเก็บข้อมูลอยู่ในรูปแบบใด ซึ่งรูปแบบนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อ "ระบบการทำงาน" ของโปรแกรมเดิมที่เคยใช้กันอยู่ครับ
จากการที่แพลตฟอร์ม OpenCARE มีเป้าหมายที่การรับมือกับภัยพิบัติ ตัวระบบจึงต้องมีความยืดหยุ่นและ "คงทน" ต่อการล่มของบัสและโหนดต่าง ๆ มาก นั่นหมายความว่า ถึงแม้ว่าจะมีส่วนใดส่วนหนึ่งของระบบล่มไป ก็จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อส่วนอื่น ๆ เด็ดขาด เพื่อให้การแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลในยามวิกฤตินั้นไม่ขาดตอน
ทั้งนี้ นอกจากจะใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลในภาวะฉุกเฉินแล้ว ในยามปกติก็สามารถใช้ประโยชน์ได้เช่นกัน เพราะตัว OpenCARE เองเป็นเพียงแพลตฟอร์มตัวกลางเท่านั้น ส่วนด้านข้อมูลก็ขึ้นอยู่ว่าเราจะเอาข้อมูลอะไรมาใส่ ซึ่งอาจจะเป็นข้อมูลการจราจร หรือข้อมูลท้องฟ้าอากาศก็ทำได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับการประยุกต์ใช้งานแล้วล่ะ
คุณตฤณย้ำว่า อยากให้โครงการนี้เกิดในไทย ซึ่งเราเองก็มีประสบการณ์จากสึนามิมาแล้ว อีกทั้งเราเองก็ยังมีภัยพิบัติใหญ่ ๆ อย่าง น้ำท่วม ที่ช่วงหลายปีมานี้แทบจะมีพื้นที่ประสบภัยหนัก ๆ กันได้ทุกปีไป
เว็บของ OpenCARE ครับ
โดยส่วนตัว ผมสนใจโครงการนี้มาระยะหนึ่งแล้ว เพราะผมไม่ได้มองว่าเป็นระบบในภาวะภัยพิบัติ แต่เป็นแพลตฟอร์มสำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างหาก ซึ่งเป็นระบบที่มาเสริมกับสิ่งที่ผมเคยคิดจะพัฒนาอยู่พอดี (แต่ไม่มีเวลาลุยทำ เพราะนอกเหนือความรับผิดชอบโดยตรง) นั่นคือ ระบบบริการลูกค้าสำหรับบริษัทที่ให้บริการเกมออนไลน์
.....มองออกมั้ยว่าทำไมผมจึงสนใจระบบนี้ ?
แต่ก็ยังไม่รู้ว่าใช่ที่ผมต้องการจริง ๆ หรือเปล่านะ อันนี้ต้องศึกษารายละเอียดก่อน จริง ๆ อาจจะเกินจำเป็นซะด้วยซ้ำไป
หลังจบการบรรยายก็กะว่าจะเข้าไปคุยกับคุณตฤณแหละครับ มีเรื่องสงสัยอยากสอบถามนิดหน่อย แต่จนแล้วจนรอด ผมก็จำไม่ได้ว่าคนไหนอ่ะ แถมไปนั่งคุย ๆ เรื่องอื่น ก็เลยลืมถามหาไปเลย
เอาไว้เข้าไปศึกษาข้อมูลในเว็บของโครงการก่อน แล้วค่อยว่ากันอีกที ^_^"
WiMAX
ผศ.ดร. อนันต์ ผลเพิ่ม จากภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ม.เกษตรศาสตร์ อาจารย์ที่วางระบบ Wi-Fi จนสามารถใช้งานได้ทั่ว ม.เกษตรฯ นั่นแหละครับ และยังเป็นหนึ่งในอาจารย์ที่สอนวิชาด้านเน็ตเวิร์กจนพื้นฐานผมแน่น และเอามาใช้หากินได้ในทุกวันนี้ ^_^
ครั้งนี้เป็นการพูดถึงเทคโนโลยีรุ่นถัดไปจาก Wi-Fi ที่มีใช้กันทั่วไปในขณะนี้ นั่นคือ WiMAX หรือตามมาตรฐานก็คือ IEEE 802.16
หลัก ๆ ก็คือ เทคโนโลยีที่มีขีดความสามารถสูงกว่า Wi-Fi ไม่ว่าจะเป็นระยะทาง, ความเร็ว, และการกำหนดระดับคุณภาพของบริการ (Quality of Service, QoS)
การพัฒนาของ WiMAX ก้าวหน้าขึ้นมาเรื่อย ๆ ตามลำดับ
- Fixed Outdoor - ไม่เคลื่อนที่ ในพื้นที่เปิดโล่ง
- Fixed Indoor - ไม่เคลื่อนที่ ในห้องปิด
- Portability - สามารถเคลื่อนย้ายได้
- Mobility - เคลื่อนย้ายด้วยความเร็วสูงได้ (กำลังทดลองใช้กับรถไฟความเร็วสูง)
สำหรับประเทศไทยนั้น บอกได้คำเดียวว่า "ยังไม่มี" เนื่องจากช่วงคลื่นความถี่ที่ WiMAX ใช้นั้นไม่ใช่ช่วงคลื่นความถี่สาธารณะ จึงต้องขออนุญาตกับ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) และ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เสียก่อน ซึ่งตอนนี้..... ช่างมันเหอะ :-P
กล่าวง่าย ๆ ก็คือ ใครนำ WiMAX มาใช้ในประเทศไทยตอนนี้ก็ผิดกฎหมายครับ ก็รอกันต่อไป
Oracle OpenWorld
เป็นช่วงที่แทรกเข้ามา โดยคุณ ดอน (Don Sambandaraksa) นักข่าวหนังสือพิมพ์ Bangkok Post เขียนประจำในส่วน Database ทุกวันพุธ ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับมาจากงาน Oracle OpenWorld สด ๆ ร้อน ๆ ครับ
เป็นการบอกเล่าข่าวใหญ่สำหรับวงการลินุกซ์ นั่นคือ ทาง Oracle ที่เป็นบริษัทซอฟต์แวร์อันดับสองของโลก ได้ตัดสินใจเปิดให้บริการสนับสนุนด้านลินุกซ์ โดยคิดค่าบริการ 99 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 1 โหนด (คุณดอนว่ามาแบบนี้)
การให้บริการก็คือ การนำแพทช์จากฝั่ง Redhat มาจัดการและให้บริการเอง อีกทั้งยังรวมไปถึงการคุ้มครองการฟ้องร้องต่อระบบปฏิบัติการลินุกซ์ที่ลูกค้าใช้งานอีกด้วย ซึ่งถือเป็นเจ้าแรกที่กล้าให้การคุ้มครองในส่วนนี้
ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกันแค่ไหน แต่ว่าหุ้น Redhat นั้นตกลงไป 10% ครับ (ค่าบริการที่ Oracle ประกาศนั้นถูกกว่าของ Redhat)
เรื่องนี้ผมอาจจะเข้าใจไม่ถูกต้องนัก ก็ขออภัยด้วย พอดีไม่ใช่ขาลินุกซ์โดยตรงครับ แหะ ๆ
OLPC
เนื่องจากเรื่อง Subversion (SVN) ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องที่อยากฟัง แต่ท่านวิทยากรป่วย ไม่สามารถมาบรรยายได้
หัวข้อที่มาแทนก็คือ OLPC หรือ One Laptop per Child โครงการแล็ปท็อป 100 เหรียญที่ริเริ่มโดยทาง MIT ผู้บรรยายคือ คุณ กำธร ไกรรักษ์ จาก NECTEC ซึ่งก็เพิ่งกลับมาจาก MIT Media Lab ที่ทำโครงการนี้นั่นเอง
คุณกำธรบอกว่า นี่เป็นการพูดรายละเอียดเกี่ยวกับตัวแล็ปท็อปต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก ซึ่งก็ได้นำภาพถ่ายมาให้ดู โดยเฉพาะในส่วนของเม็ดสีบนหน้าจอ ที่คุณกำธรไปทำเกี่ยวกับการแสดงตัวอักขระภาษาไทยบนหน้าจอมา
จากที่สรุปมาคือ ตัวหน้าจอนั้นความละเอียดไม่สูงนัก การแสดงผลในแบบขาวดำทำได้ดี แต่เมื่อเปิด anti-alias หรือการลดรอยหยัก ตัวอักษรกลับอ่านยากขึ้น (ทั้ง ๆ ที่เป็นโหมดที่ควรจะแสดงผลได้สวยกว่า) ก็เป็นเพราะการเรียงตัวและความละเอียดของเม็ดสีนั่นเอง ส่วนในการแสดงผลตัวอักขระเป็นสีต่าง ๆ ก็พบกับปัญหาตัวอักษรไม่ชัด ทำให้อ่านได้ยาก อันเป็นผลจากการที่มีเม็ดสีขนาดใหญ่ และวิธีการเรียงตัวของเม็ดสี
อีกตัวที่น่าสนใจก็คือ การปั่นไฟ ครับ จากข่าวที่ผ่าน ๆ มาก็จะทราบกันแล้วว่า แล็ปท็อปจะมีแขนหมุนให้ปั่นไฟได้ ซึ่งตอนนี้ถูกทำเป็นส่วนแยกออกมาจากตัวเครื่องแล้ว (จากเดิมจะติดอยู่กับเครื่องเลย) และที่น่าสนใจกว่าก็คือ มีตัวปั่นไฟแบบใหม่ เป็นแบบ "ดึงสาย" คล้าย ๆ กับการปั่นลูกข่างครับ ซึ่งดูแล้วจะสะดวกและเมื่อยน้อยกว่าแบบเดิมแน่นอน
สำหรับการปั่นไฟนี้ หากใช้เวลาปั่นไฟ 1 นาที ก็จะสามารถใช้งานได้ 10 นาทีครับ (เป็นเป้าหมายนะ ผมไม่แน่ใจว่าทำได้จริงหรือยัง) ด้านตัวแบตเตอรีนั้นสามารถเก็บไฟให้สามารถใช้งานได้สูงสุด 24 ชั่วโมง
Debian Technology
อ่า..... เอ่อ..... ผมไม่ใช่ผู้ใช้ลินุกซ์โดยตรง (แค่ทำงานบนเซิร์ฟเวอร์ลินุกซ์) ก็เลยไม่ได้สนใจมาก ประกอบกับหลาย ๆ อย่างก็ไม่รู้จักครับ เรื่องนี้จึงขอข้ามไป ลองหาอ่านในบล็อกของคนอื่น ๆ ดูนะครับ ^_^"
Intellectual Property
คำไทยว่า ทรัพย์สินทางปัญญา โดยคุณ อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ (มาร์ค, mk, markpeak) หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Blognone และแกนหลักในการจัดงาน BTD นั่นเองครับ
ก็เป็นการอธิบายถึง ทรัพย์สินทางปัญหา 3 แบบหลัก คือ
- Copyright - ลิขสิทธิ์
- Patent - สิทธิบัตร
- Trademark - เครื่องหมายการค้า
ขออนุญาตไม่ลงรายละเอียด แต่ใครอยากรู้จริง ๆ ก็บอก จะได้เขียนบล็อกอธิบายโดยละเอียดให้อีกที
ส่วนที่น่าสนใจก็คือ มาร์คได้เอ่ยยาวไปถึงเรื่อง สัญญาอนุญาตแบบ Common Creative (CC) ด้วย รวมถึงความสัมพันธ์ของ ลิขสิทธิ์-สิทธิบัตร ที่บางครั้งก็แยกกันยาก (สำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์) และกรณีศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ของ ลิขสิทธิ์-เครื่องหมายการค้า ที่เพิ่งเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ ระหว่างคู่กรณี Firefox และ Debian
เอ.... ดูท่าผมจะต้องเขียนแยกต่างหากแล้วล่ะ เรื่องนี้เขียนได้ยาวเลย (หรือถ้ามีใครเขียนออกมาก่อน ก็จะทำลิงก์ไปให้)
ZWSP: Space, Wordbreak and Search Engine
โดยคุณ วสันต์ ลิ่วลมไพศาล (ลิ่ว, Lew, LewCPE) ที่เป็นแกนนำค้นคว้าเรื่องนี้ในช่วงหลายเดือน(หรือปี?)ที่ผ่านมา และผมก็เคยเขียนถึงไปบ้างแล้ว
อ้อ ลิ่วเป็นเจ้าของแนวคิดและผู้ร่วมก่อตั้ง Blognone และเป็นแกนหลักในการจัดงาน BTD เช่นกันครับ
ลิ่วยังคงเดินหน้าหาทาง implement ให้นำมาใช้งานจริงให้ได้ โดยแสดงตัวอย่างและแนวทางการพัฒนาไลบรารีหรือปลั๊กอินที่สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะกับโปรแกรมต่าง ๆ หรือสำหรับเว็บโดยเฉพาะ ซึ่งดู ๆ แล้วก็พอมีทางเป็นไปได้
รายละเอียดในส่วนนี้ รอให้ลิ่วอธิบายเองดีกว่า เพราะนอกจากแนวคิดและแนวทางแล้ว เรื่องของการ implement ผมก็ยังไม่เข้าใจเท่าไหร่นักน่ะครับ :-/
ServerSide with Erlang
โดยคุณ พลวัฒน์ เภตรา มาเผยแผ่ศาสนา เอ้ย นำเสนอภาษาโปรแกรม Erlang ซึ่งเป็นภาษาแบบ functional ที่มีจุดเด่นด้าน concurrency และ distributed
โดยหลักแล้ว เจ้า Erlang นี้จะใช้สำหรับการเขียนโปรแกรมที่ทำงานแบบ concurrent คือ ทำงานหลายส่วนพร้อมกัน แต่แยกจากกันอิสระ เมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งล่ม ก็จะไม่ส่งผลกระทบให้ส่วนอื่นตายไปด้วย
หลักการนี้เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับระบบเซิร์ฟเวอร์ทั้งหลาย ซึ่งต้องให้บริการกับผู้ใช้งานจำนวนมากพร้อม ๆ กัน และต้องการความเสถียรสูง
นอกจากนี้ ความสำคัญของภาษา Erlang ในปัจจุบันก็กำลังเพิ่มมากขึ้น เพราะว่าแต่เดิมซีพียูของเครื่องคอมพิวเตอร์จะเป็นแบบ 1 core คือ ทำงานได้ทีละคำสั่ง แต่ตอนนี้ซีพียูใหม่ ๆ นั้นจะกลายเป็นหลาย core นั่นหมายความว่า จะสามารถทำงานหลาย ๆ อย่างพร้อมกันได้ ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ภาษา Erlang รองรับกับการทำงานแบบนั้นพอดี
ลงรายละเอียดให้ได้แค่นี้ล่ะครับ ความรู้ยังไม่ถึง แต่ก็เป็นภาษาที่อยู่ในรายการที่กำลังสนใจ เพราะอาจจะต้องหยิบมาใช้ทำงานอยู่เหมือนกัน
สรุปงาน
ก่อนจบงาน BTD2 ลิ่วกับมาร์คก็ออกมากล่าวอะไรนิดหน่อย เกี่ยวกับอนาคตของ Blognone และงาน BTD ในครั้งต่อ ๆ ไป
หลังจบงานก็เป็นการรวมตัวไปกินหมูกระทะกัน มีชื่องานเท่ ๆ ว่า
"Firefox 2.0 Party & Ubuntu Edgy Eft Release Party"
ไปกันตั้งแต่ห้าโมงเย็น กว่าจะกลับก็สองสามทุ่ม ไม่อิ่มก็ให้มันรู้ไป นอกจากนี้ก็เป็นการทำความรู้จักกับหลาย ๆ คนที่เห็นแต่ชื่อทางอินเทอร์เน็ต คราวนี้ได้มาเจอหน้ากันซะบ้าง
อ้อ ชอบเสื้อ Real ของ อ.มะนาว จัง มันเป็น Real จริง ๆ ด้วย ^^b
(แล้วการประกวดเสื้อยืดหายไปไหน!!)
และติดตามอ่านรายงานผ่านบล็อกของท่านอื่น ๆ ได้ที่นี่เลยครับ
- Blognone: รายงาน Blognone Tech Day 2.0
ขอขอบคุณผู้จัดงาน วิทยากรทุกท่าน และผู้ร่วมงานทุกคน ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็นกับหลาย ๆ ท่านเยอะดี สนุกสนานมากมาย ^_^
และที่ขาดไม่ได้คือ SIPA ผู้สนับสนุน(เงินทุน)ในการจัดงานครั้งนี้ครับผม
ป.ล. งาน BTD นี่ไป ๆ มา ๆ มันกลายเป็นงานรวมศิษย์เก่า CPE KU ไปซะแล้ว นอกจากนั้นก็รวมชาววิกิพีเดียภาษาไทยมาได้หลายคนเลยแฮะ
อืม... ดีๆ ตูไม่อยู่ไทย ก็มีรายงานละเอียดๆให้อ่าน
